เนติ.com ยินดีต้อนรับ

เนติ.com เป็นเว็บไซท์กฎหมายที่รวบรวมข้อมูลเกี่ยวกับการเรียนและการสอบเป็น “เนติบัณฑิตไทย” ซึ่งเป็นคุณสมบัติสำคัญที่ใช้ในการสมัครสอบ “อัยการผู้ช่วย” และ “ผู้ช่วยผู้พิพากษา” ทั้งสนามใหญ่ สนามเล็ก และสนามจิ๋ว

เนติ.com เริ่มให้บริการวันที่ 31 มีนาคม 2554 เนื้อหาประกอบด้วย ตัวบทกฎหมายที่ใช้ในการสอบเนติ ข่าวสารต่างๆ ข้อสอบเก่า คำพิพากษาฎีกาที่น่าสนใจ บทความกฎหมาย และ บทบรรณาธิการ ซึ่งจะเป็นส่วนช่วยให้นักศึกษากฎหมายเข้าใจระบบการเรียนการสอบเนติได้ง่ายขึ้น

เนติ.com จัดทำโดย อ.เป้ สิททิกรณ์ ผู้บริหารสถาบันติวกฎหมายสมาร์ทลอว์ลอว์ติวเตอร์ (SmartLawTutor) ซึ่งเป็นผู้จัดทำเว็บไซท์กฎหมาย www.Sittigorn.net www.SmartLawTutor.com และ  www.ตั๋วทนาย.com

เพื่อให้ท่านสามารถเข้าชมเว็บไซท์ เนติ.com ได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ กรุณาอัพเดทโปรแกรมเล่นอินเทอร์เน็ตเป็นรุ่นล่าสุด > Internet Explorer 9 , Firefox 4 , Chrome

ผู้จัดทำมุ่งหวังว่า ข้อมูลในเว็บ เนติ.com จะเป็นประโยชน์แก่นักศึกษากฎหมายอยู่บ้างตามสมควร หากผู้เยี่ยมชมมีข้อเสนอแนะประการใด ผู้จัดทำมีความยินดีที่จะรับฟังข้อคิดเห็นจากท่าน

ณ โอกาสนี้ ผู้จัดทำขอขอบคุณนักกฎหมายทุกท่านที่ติดตามผลงานมาโดยตลอด ขอให้ทุกท่านประสบความสำเร็จในการสอบเป็นเนติบัณฑิตไทยครับ :D


ติวเนติ กับ อ.เป้ สิททิกรณ์

นักเรียนที่สนใจติวสอบเนติบัณฑิตไทย กับ อ.เป้ สิททิกรณ์ สถาบันติวกฎหมาย “สมาร์ทลอว์ติวเตอร์” สามารถเข้าไปดูรายละเอียดได้ที่เว็บไซท์ www.SmartLawTutor.com หรือโทร.สอบถาม 086-987-5678 (ติดต่อ อ.ตูน)

********************************


กฎหมายวิธีพิจารณาความอาญาใช้บังคับย้อนหลังได้หรือไม่ ?

กฎหมายวิธีพิจารณาความอาญาใช้บังคับย้อนหลังได้หรือไม่ ?

ฎ.3591/2553 แม้ในระหว่างการพิจารณาของศาลฎีกามีบทบัญญัติ ป.วิ.อ. มาตรา 84 ที่แก้ไขใหม่ โดยพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติม ป.วิ.อ. (ฉบับที่ 22) พ.ศ.2547 ซึ่งมีผลใช้บังคับตั้งแต่วันที่ 24 ธันวาคม 2547 เป็นต้นไป บัญญัติว่า “ถ้อยคำใด ๆ ที่ผู้ถูกจับให้ไว้ต่อเจ้าพนักงานผู้จับหรือพนักงานฝ่ายปกครองหรือตำรวจในชั้นจับกุมหรือรับมอบตัวผู้ถูกจับ ถ้าถ้อยคำนั้นเป็นคำรับสารภาพของผู้ถูกจับว่าตนได้กระทำความผิด ห้ามมิให้รับฟังเป็นพยานหลักฐาน…” ก็ไม่มีผลย้อนหลังไปกระทบถึงคำรับสารภาพในชั้นจับกุมของจำเลยดังกล่าวที่เจ้าพนักงานตำรวจผู้จับได้มาโดยชอบด้วยกฎหมาย คำรับสารภาพของจำเลยในชั้นจับกุมจึงใช้ยันจำเลยในชั้นพิจารณาได้

บทบัญญัติ ป.วิ.อ. มาตรา 134/1 แก้ไขเพิ่มเติมโดย พ.ร.บ.แก้ไขเพิ่มเติม ป.วิ.อ. (ฉบับที่ 22) พ.ศ.2547 ให้ใช้บังคับตั้งแต่วันถัดจากวันประกาศในราชกิจจานุเบกษา คือวันที่ 24 ธันวาคม 2547 เป็นต้นไป เมื่อพนักงานสอบสวนสอบถามคำให้การของจำเลยในฐานะผู้ต้องหาในวันที่ 10 ตุลาคม 2547 ก่อนวันที่บทบัญญัติมาตรา 134/1 มีผลใช้บังคับ จึงไม่อาจนำมาตรา 134/1 มาใช้บังคับแก่การสอบถามคำให้การของจำเลยในคดีนี้ได้ การสอบสวนจำเลยจึงชอบด้วย ป.วิ.อ. มาตรา 134 ทวิ ซึ่งเป็นบทบัญญัติที่ใช้บังคับอยู่ในขณะนั้น

******************************

 


โจทก์บรรยายฟ้องโดยระบุเวลากระทำความผิดผิดพลาด คำฟ้องโจทก์ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ ?

ประเด็น : โจทก์บรรยายฟ้องโดยระบุเวลากระทำความผิดผิดพลาด คำฟ้องโจทก์ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ ?

ฎ.11122/2553 คดีนี้เหตุเกิดเมื่อวันที่ 31 พฤษภาคม 2549 แต่คำฟ้องโจทก์ระบุว่า เหตุลักทรัพย์เกิดเมื่อวันที่ 31 พฤศจิกายน 2549 เห็นได้ชัดว่าเป็นการพิมพ์รายละเอียดเกี่ยวกับเวลาซึ่งเกิดการกระทำผิดผิดพลาดไป จึงมิใช่ข้อสาระสำคัญ ทั้งคำฟ้องโจทก์บรรยายด้วยว่าหลังเกิดเหตุลักทรัพย์ จำเลยที่ 1 นำทรัพย์ของผู้เสียหายที่ถูกลักไปจำหน่ายแก่ผู้มีชื่อ ครั้นวันที่ 2 มิถุนายน 2549 เจ้าพนักงานยึดทรัพย์ดังกล่าวจากผู้มีชื่อเป็นของกลาง จำเลยทั้งสามเข้าใจข้อหาได้ดีมิได้หลงต่อสู้ จึงให้การรับสารภาพและชำระหนี้แก่ผู้เสียหายเพื่อบรรเทาผลร้ายด้วย ฟ้องโจทก์จึงสมบูรณ์ชอบด้วย ป.วิ.อ. มาตรา 158 (5) แล้ว


ฎ.7400/2551 การปฏิบัติต่อลูกจ้างชายหญิงโดยไม่เท่าเทียมกัน

ฎ.7400/2551 จำเลยมีข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานกำหนดลูกจ้างหญิงเกษียณอายุเมื่อครบ 55 ปี (ส่วนลูกจ้างชายเกษียณเมื่ออายุครบ 60 ปี) เมื่อโจทก์อายุครบ 55 ปี จำเลยให้โจทก์ทำงานต่อไป เมื่อโจทก์อายุ 55 ปีเศษ โจทก์ไปพูดกับผู้จัดการฝ่ายบุคคลของจำเลยว่าน่าจะให้โจทก์เกษียณอายุการทำงานได้แล้ว และโจทก์ลงลายมือชื่อในสัญญาประนีประนอมยอมความมีข้อความระบุว่า การที่จำเลยเลิกจ้างโจทก์โดยจ่ายค่าชดเชยเป็นการเลิกจ้างที่ถูกต้องตามกฎหมายกล่าวคือ เป็นการเลิกจ้างที่เป็นธรรมและเป็นการกระทำที่เป็นธรรมแก่โจทก์แล้วโจทก์สัญญาว่าจะไม่ติดใจเรียกร้อง ฟ้องร้องเรียกค่าเสียหายหรือเงินใด ๆ จากจำเลยอีก จึงเป็นกรณีที่โจทก์ร้องขอให้จำเลยเลิกจ้างและได้ทำสัญญาประนีประนอมยอมความกับจำเลยตามสัญญาประนีประนอมยอมความ โจทก์นำคดีมาฟ้องจึงเป็นการใช้สิทธิโดยไม่สุจริต โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้อง

หมายเหตุท้ายฎีกา โดย นวชาติ ยมะสมิต

ตาม พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงานฯ ถือว่าเป็นกฎหมายอันเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยของประชาชน หากนายจ้างหรือลูกจ้างทำข้อตกลงหรือสัญญาใดผิดแผกแตกต่างไปจากที่กฎหมายกำหนด ข้อตกลงหรือสัญญาที่ทำกันไว้นั้นย่อมตกเป็นโมฆะ ตาม ป.พ.พ. มาตรา 150

แต่ตามคำพิพากษาที่ผู้เขียนหมายเหตุนี้ การทำสัญญาประนีประนอมยอมความที่มีข้อความระบุว่าการที่จำเลย (นายจ้าง) เลิกจากโจทก์ (ลูกจ้าง) โดยจ่ายค่าชดเชยเป็นการเลิกจ้างที่ถูกต้องตามกฎหมาย ซึ่งหากพิจารณาสัญญาดังกล่าวพบว่าไม่มีข้อความใดในสัญญาผิดแผกแตกต่างที่จะทำให้สัญญานั้นตกเป็นโมฆะดังที่กล่าวไว้ข้างต้น เพราะข้อความในสัญญานั้นเขียนข้อความตามความเป็นจริงที่เกิดขึ้นกล่าวคือ ในสัญญานั้นได้มีข้อความระบุว่าเป็นการเลิกจ้างและมีการจ่ายค่าชดเชย ตาม พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงานฯ มาตรา 118 แล้ว อีกประการหนึ่งโจทก์ (ลูกจ้าง) ได้ตกลงทำสัญญาประนีประนอมยอมความด้วยความสมัครใจของโจทก์ (ลูกจ้าง) เอง ดังนั้น โจทก์ (ลูกจ้าง) ย่อมไม่มีอำนาจฟ้อง

หมายเหตุท้ายฎีกา อ.สมจิตร์ ทองศรี

1. พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงานฯ มาตรา 15 บัญญัติห้ามไม่ให้นายจ้างเลือกปฏิบัติในเรื่องเพศ ซึ่งมีคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6011 – 6017/2545 วินิจฉัยเกี่ยวกับมาตรานี้เป็นคดีแรกว่า “ข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานของจำเลยเป็นข้อตกลงระหว่างจำเลยซึ่งเป็นนายจ้างกับลูกจ้างของจำเลยเกี่ยวกับการจ้างหรือการทำงาน กำหนดวันและเวลาทำงาน ค่าจ้าง สวัสดิการ เลิกจ้างหรือประโยชน์อื่นใดอันเกี่ยวกับการจ้างหรือการทำงานตั้งแต่เริ่มเข้าทำงานจนถึงออกจากงาน จึงเป็นข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้างตาม พ.ร.บ.แรงงานสัมพันธ์ฯ มาตรา 5, 10, 11 ประกอบ พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงานฯ มาตรา 108 ถือเป็นส่วนหนึ่งของสัญญาจ้างแรงงานที่มีผลผูกพันระหว่างนายจ้างกับลูกจ้าง แต่ข้อบังคับดังกล่าวกำหนดให้ลูกจ้างหญิงเกษียณอายุเมื่ออายุครบ 50 ปี และลูกจ้างชายเกษียณอายุเมื่ออายุครบ 55 ปี เป็นการที่จำเลยซึ่งเป็นนายจ้างปฏิบัติต่อลูกจ้างชายและหญิงโดยไม่เท่าเทียมกัน โดยไม่ปรากฏว่าลูกจ้างชายและหญิงทำงานที่มีลักษณะหรือสภาพของงานแตกต่างกันอย่างไร จึงขัดต่อ พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงานฯ มาตรา 15 ซึ่งเป็นกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยของประชาชน ข้อบังคับดังกล่าวเฉพาะส่วนที่ให้ลูกจ้างหญิงเกษียณอายุเมื่อครบ 50 ปี จึงตกเป็นโมฆะตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 150 ไม่มีผลใช้บังคับ” ตามฎีกาดังกล่าวมีความหมายว่าลูกจ้างหญิงก็เกษียณอายุเมื่อครบ 55 ด้วย คดีที่หมายเหตุนี้ประเด็นเรื่องข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานว่าขัดต่อกฎหมายหรือไม่ ยุติในศาลแรงงานกลาง สำหรับรัฐวิสาหกิจและลูกจ้างรัฐวิสาหกิจใช้ พ.ร.บ.แรงงานรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์ พ.ศ.2543 บังคับแต่กฎหมายฉบับนี้ไม่ได้บัญญัติห้ามเรื่องเลือกปฏิบัติไว้โดยเฉพาะ ดังนั้นหากรัฐวิสาหกิจเลือกปฏิบัติต่อลูกจ้างโดยไม่เป็นธรรมไม่ว่าเรื่องเชื้อชาติ ภาษา เพศ อายุ ความพิการ ฯลฯ ก็ต้องอ้างรัฐธรรมนูญ พ.ศ.2550 มาตรา 30 วรรคสอง

2. กรณีลูกจ้างทำงานจนครบเกษียณอายุแล้วแต่นายจ้างยังให้ทำงานต่อไป มีคำพิพากษาศาลฎีกาที่น่าสนใจดังนี้

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1617/2547 ตามข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานของนายจ้าง กำหนดให้พนักงานพ้นสภาพจากการเป็นพนักงานเมื่อเกษียณอายุเมื่อพนักงานมีอายุ 60 ปีบริบูรณ์ ยกเว้นกรณีนายจ้างอนุมัติต่ออายุการจ้างแรงงานก่อนการเกษียณอายุ และพนักงานที่เกษียณอายุมีสิทธิได้รับค่าชดเชย การที่นายจ้างอนุมัติให้ลูกจ้างทำงานภายหลังจากที่อายุครบ 60 ปีบริบูรณ์แล้ว โดยมิได้จ่ายค่าชดเชยตามสิทธิให้แก่ลูกจ้างในขณะนั้น นอกจากจะเป็นการต่ออายุสัญญาจ้างแรงงานแล้ว ยังเป็นการตกลงขยายระยะเวลาการเกษียณอายุสำหรับลูกจ้างต่อไปด้วย มิใช่เป็นการสละสิทธิการเกษียณอายุ ต่อมาเมื่อลูกจ้างขอใช้สิทธิเกษียณอายุและนายจ้างอนุมัติ นายจ้างจึงต้องจ่ายค่าชดเชยให้แก่ลูกจ้าง

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4119 – 4120/2547 ตามระเบียบข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานของจำเลย กำหนดให้พนักงานระดับทั่วไปเกษียณอายุเมื่อครบ 50 ปี แต่เมื่อโจทก์อายุครบ 50 ปี จำเลยไม่ได้จัดให้โจทก์เกษียณอายุตามระเบียบข้อบังคับแต่ยังคงให้โจทก์ทำงานต่อไป ถือว่าเป็นการเอื้อประโยชน์และเป็นคุณแก่โจทก์อย่างยิ่งแล้ว ต่อมาภายหลังจำเลยได้เลิกจ้างโจทก์เพราะเกษียณอายุตามข้อบังคับดังกล่าว ถือว่าเป็นข้ออ้างที่เป็นเหตุอันสมควรไม่ถือว่าเป็นการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรม

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4732/2548 ข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานของโจทก์ในหัวข้อเรื่องการเกษียณอายุนั้น เมื่อพิจารณาประกอบกันจะเห็นได้ว่า โจทก์แยกลูกจ้างเป็น 2 ประเภท โดยลูกจ้างประเภทที่ 2 โจทก์จะให้เกษียณเมื่ออายุครบ 60 ปี ซึ่งการจะให้ลูกจ้างเกษียณอายุไปหรือไม่ขึ้นอยู่กับการพิจารณาของโจทก์ฝ่ายเดียว ส่วนลูกจ้างประเภทที่ 1 แม้อายุครบ 60 ปีแล้ว การจะให้ลูกจ้างเกษียณอายุไปหรือไม่มิได้ขึ้นอยู่กับโจทก์ แต่ขึ้นอยู่กับลูกจ้าง ดังนั้น การที่โจทก์ซึ่งเป็นนายจ้างให้ลูกจ้างไม่ว่าลูกจ้างประเภทที่ 1 หรือลูกจ้างประเภทที่ 2 เกษียณอายุเป็นกรณีที่โจทก์ไม่ให้ลูกจ้างทำงานต่อไปและไม่จ่ายค่าจ้างให้ เนื่องจากการเกษียณอายุดังกล่าว จึงเป็นการเลิกจ้างตาม พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงานฯ มาตรา 118 วรรคสองและแม้จะเป็นกรณีที่ลูกจ้างประเภทที่ 1 ใช้สิทธิเกษียณอายุตนเองโดยโจทก์มอบสิทธิดังกล่าวให้ลูกจ้างประเภทที่ 1 เป็นผู้พิจารณาเองก็ยังเป็นเรื่องที่โจทก์เลิกจ้างลูกจ้างเพราะเหตุเกษียณอายุนั้นเอง หาใช่เป็นเรื่องลูกจ้างขอลาออกในกรณีปกติตามข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานของโจทก์ไม่ การที่ ส. ซึ่งเป็นลูกจ้างประเภทที่ 1 ซึ่งมีอายุ 63 ปีแล้ว ไม่มีความประสงค์จะทำงานให้โจทก์อีกต่อไป ขอใช้สิทธิเกษียณอายุตามข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงาน จึงเป็นกรณีที่โจทก์เลิกจ้าง ส. เมื่อ ส. ทำงานติดต่อกันครบ 10 ปีขึ้นไป โจทก์จึงต้องจ่ายค่าชดเชยให้แก่ ส. ไม่น้อยกว่าค่าจ้างอัตราสุดท้าย 300 วัน ตาม พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงานฯ มาตรา 118 (5) คำสั่งของจำเลยในฐานะพนักงานตรวจแรงงานที่ให้โจทก์จ่ายค่าชดเชยส่วนที่ขาดจำนวน 545,000 บาท จึงเป็นคำสั่งที่ชอบด้วยกฎหมายแล้ว

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3196/2551 ข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานกำหนดให้ลูกจ้างที่มีอายุครบ 55 ปีบริบูรณ์ เกษียณอายุโดยจำเลย (นายจ้าง) จะแจ้งให้ทราบล่วงหน้าก่อนเกษียณอายุไม่น้อยกว่า 90 วัน เมื่อโจทก์ (ลูกจ้าง) อายุครบ 55 ปี บริบูรณ์โจทก์จึงพ้นสภาพการเป็นลูกจ้างของจำเลยและสัญญาจ้างแรงงานสิ้นสุดลง โจทก์มีสิทธิได้รับค่าชดเชย ส่วนการแจ้งล่วงหน้าก่อนเกษียณอายุตามข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานเป็นแต่เพียงการกำหนดหน้าที่ให้จำเลยปฏิบัติ ไม่ใช่เงื่อนไขให้จำเลยเลือกปฏิบัติว่าจะให้ลูกจ้างคนใดเกษียณอายุหรือไม่ การที่จำเลยยังคงให้โจทก์ทำงานต่อไปเป็นการทำสัญญาจ้างแรงงานขึ้นใหม่กับโจทก์ตามข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานที่กำหนดว่าจำเลยอาจพิจารณาจ้างพนักงานที่ครบเกษียณอายุให้ทำงานต่อไปคราวละ 1 ปี

3. คดีที่หมายเหตุอยู่นี้โจทก์ทำงานจนครบเกษียณอายุแล้วแต่จำเลยให้โจทก์ทำงานต่อไปโดยมิจ่ายค่าชดเชยในขณะนั้น เมื่อโจทก์ทำงานไปได้ระยะหนึ่งโจทก์ขอเกษียณอายุ จึงเป็นการเลิกจ้าง (เทียบฎีกาที่ 1617/2547 และ 4732/2548) จำเลยซึ่งเป็นนายจ้างต้องจ่ายค่าชดเชย แต่การเลิกจ้างดังกล่าวไม่เป็นการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรม (เทียบฎีกาที่ 4119 – 4120/2547) ซึ่งศาลแรงงานกลางวินิจฉัยตามแนวฎีกานี้

ขอให้สังเกตว่า คดีนี้แม้ข้อเท็จจริงคล้ายกับคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4119 – 4120/2547 แต่ก็มีข้อเท็จจริงเพิ่มเติมอีกว่า โจทก์ได้ลงลายมือชื่อในสัญญาประนีประนอมยอมความและสัญญาว่าจะไม่ติดใจเรียกร้องค่าเสียหายหรือเงินใด ๆ จากจำเลยอีก ดังนั้น การที่ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานไม่วินิจฉัยในเนื้อหาของคดีว่ากรณีนี้เป็นการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรมหรือไม่ แต่ใช้หลักการใช้สิทธิโดยไม่สุจริตมาเป็นเครื่องมือยกฟ้องโจทก์จึงน่าจะชอบแล้ว

****************************************************


อาญา ม.59-106 : อ.อุทัย โสภาโชติ

เอกสารประกอบการสอนวิชากฎหมายอาญา ภาคทั่วไป มาตรา 59 – 106 ของ อ.อุทัย โสภาโชติ

- ครั้งที่ 1
- ครั้งที่ 2

- ครั้งที่ 3

- ครั้งที่ 4

- ครั้งที่ 5

*****************************


เนติฯเปลี่ยนแปลงค่าธรรมเนียม

เนติฯประกาศเปลี่ยนแปลงอัตราค่าธรรมเนียมต่างๆ เริ่มใช้ตั้งแต่วันที่ 1 พฤษภาคม 2554 เป็นต้นไป

1.นักศึกษาใหม่

- ประเภทภาคีสมาชิก 2100 บาท

- ประเภทวิสามัญสมาชิก 2050 บาท

2.นักศึกษาเก่า

- ประเภทภาคีสมาชิก 1800 บาท

- ประเภทวิสามัญสมาชิก 1,750 บาท

3. ค่าทำบัตรประจำตัวนักศึกษา

- บัตรใหม่ 100 บาท

- ต่ออายุบัตรเก่าที่ครบกำหนด 2 ปี 50 บาท

4. ค่าสมัครสอบ

- กลุ่มวิชาละ 600 บาท (สมัคร 2 กลุ่มวิชา 1200 บาท)

5. หนังสือคำบรรยาย

- รับเองที่เนติ            1300 บาท

- ไปรษณีย์ธรรมดา  1600 บาท

- ไปรษณีย์ EMS     2500 บาท

6. ค่าสมัครเรียนภาคค่ำ (เรียนตอนเย็นวันจันทร์ – ศุกร์ และ วันเสาร์)

-  1,000 บาท

7. ค่าสมัครเรียนภาคทบทวน (เรียนวันอาทิตย์)

- นักศึกษา 700 บาท

- บุคคลภายนอก 1000 บาท

ที่มา : http://www.thaibar.thaigov.net/Doc/fee_change.pdf


สถิติผู้สอบผ่านเนติบัณฑิตไทย ภาค 1 และ ภาค 2 สมัย 62

สถิติผู้สอบผ่านเนติบัณฑิตไทย ภาค 1 และ ภาค 2 สมัย 62

- กลุ่มกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ : ผู้เข้าสอบ 15,411 คน สอบผ่าน 4,774 คน คิดเป็น 30.98%

- กลุ่มกฎหมายอาญา : ผู้เข้าสอบ 15,722 คน สอบผ่าน 2,412 คน คิดเป็น 15.29%

- กลุ่มกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง : ผู้เข้าสอบ 12,064 คน สอบผ่าน 2,380 คน คิดเป็น 19.75%

- กลุ่มกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา : ผู้เข้าสอบ 12,897 คน สอบผ่าน 2,345 คน คิดเป็น 18.18%

รวมผู้เข้าสอบทั้งสี่กลุ่มวิชา 56,144 คน สอบผ่าน 11,911 คน คิดเป็น 21.21 %

ที่มา : บทบรรณาธิการ คำบรรยายเนติ ภาค 2 สมัย 62 เล่ม 1 และ ภาค 1 สมัย 63 เล่ม 1


สถิติผู้สอบผ่านเนติบัณฑิตไทย ภาค 1 สมัย 63

สถิติผู้สอบผ่านเนติบัณฑิตไทย ภาค 1 สมัย 63

- กลุ่มกฎหมายอาญา : ผู้เข้าสอบ 16,154 คน สอบผ่าน 1,467 คน คิดเป็น 9.08 %

- กลุ่มกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ : ผู้เข้าสอบ 13,391 คน สอบผ่าน 798 คน คิดเป็น 5.98%

รวมผู้เข้าสอบทั้งสองกลุ่มวิชา 29,545 คน สอบผ่าน 2,265 คน คิดเป็น 7.66 %

ที่มา : บทบรรณาธิการ คำบรรยายเนติฯ ภาค 2 สมัย 63


บุตรที่บิดาจดทะเบียนว่าเป็นบุตร กับ บุตรนอกกฎหมายที่บิดารับรองแล้ว


  • อ.เป้ สิททิกรณ์

    2NRJRCB1FIHEZACLP13HZE1OF1E2VQZNTIKG1TIUDSDGVEVJ
    • Loading tweets ...
  • สมาร์ทลอว์ติวเตอร์
  • เฟสบุ๊ค

  • ติดต่อ อ.เป้

    > มือถือ : 086-987-5678
    > แฟ็กซ์ : 03-938-8024
    > บีบี : 22535893
    > อีเมล์ : sittigorn.net@hotmail.com

  • คำสำคัญ

    กฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา การค้าระหว่างประเทศ การจัดทำเอกสารทางกฎหมาย ข้อสอบเนติ ครอบครัวและมรดก คำบรรยายเนติ คำพิพากษาฎีกา คำพิพากษาศาลฎีกา ฎีกา ติวเนติ ทรัพย์สินทางปัญญา ธงคำตอบ ธงคำตอบเนติ ปกครอง ประมวลกฎหมายวิธีพิจาณาความอาญา ประมวลกฎหมายอาญา ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ผู้ช่วยผู้พิพากษา ผู้พิพากษา ผู้เสียหาย พยาน พระธรรมนูญศาลยุติธรรม ฟื้นฟูกิจการ ภาคค่ำ ภาคทบทวน ภาคปกติ รัฐธรรมนูญ ล้มละลาย วิธีพิจารณาความอาญา วิธีพิจารณาความแพ่ง วิอาญา วิแพ่ง ว่าความและการถามพยาน สมัครเนติ สอบเนติ อัยการ อัยการผู้ช่วย อาญา เนติ เนติบัณฑิตยสภา เนติบัณฑิตไทย เรียนเนติ แพ่ง แพ่งและพาณิชย์ แรงงาน
  • สถิติเว็บ

    • 38911คนอ่านทั้งหมด:
    • 23626ผู้เยี่ยมชมทั้งหมด:
    • 29ผู้เยี่ยมชมวันนี้:
    • 713ผู้เยี่ยมชมต่อเดือน:
    • 35ผู้เยี่ยมชมต่อวัน:
    • 1ผู้เยี่ยมชมที่ออนไลน์:
    • March 31, 2011วันเริ่มนับ:
  • สมัครสมาชิก

  • Copyright © 1996-2010 เนติ.com : อ.เป้ สิททิกรณ์. All rights reserved.
    iDream theme by Templates Next | Powered by WordPress